top of page

07/11/2021

หน้าแรก / บทความ / เอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง

Share on

  • Facebook
  • Twitter

Literature Review

เอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง

ในการศึกษาวิจัยเรื่องอิทธิพลของสื่อสังคมออนไลน์ต่อกระบวนการตอบสนองในการใช้บริการร้านอาหาร
ของนักศึกษามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ อาศัยแนวคิด ทฤษฎี และงานวิจัยที่เกี่ยวข้องมาเป็นแนวทางในการศึกษา ดังนี้

Anchor 1

01

แนวคิดเกี่ยวกับสื่อสังคมออนไลน์

     ความหมายและประเภทของ Social Media หรือ สื่อสังคมออนไลน์ (Social Media) หมายถึง สื่อดิจิทัลที่เป็นเครื่องมือในการปฏิบัติการทางสังคม (Social Tool) เพื่อใช้ในการสื่อสารระหว่างกันในเครือข่ายทางสังคม (Social Network) ผ่านทางเว็บไซต์ และโปรแกรมประยุกต์บนสื่อใด ๆ ที่มีการเชื่อมต่อกับอินเทอร์เน็ต โดยเน้นให้ผู้ใช้ทั้งที่เป็นผู้ส่งสาร และผู้รับสารมีส่วนร่วม (Collaborative) อย่างสร้างสรรค์ ในการผลิตเนื้อหาขึ้นเอง (User- Generate Content: UGC) ในรูปของข้อมูล ภาพ และเสียง

ประเภทของสื่อสังคมออนไลน์ มีด้วยกันหลายชนิด ขึ้นอยู่กับลักษณะของการนามาใช้โดย สามารถแบ่งเป็นกลุ่ม หลักดังนี้

  1. Weblogs หรือเรียกสั้น ๆ ว่า Blogs คือ สื่อส่วนบุคคลบนอินเทอร์เน็ตที่ใช้เผยแพร่ ข้อมูล ข่าวสาร ความรู้ ข้อคิดเห็น บันทึกส่วนตัว โดยสามารถแบ่งปันให้บุคคลอื่น ๆ โดยผู้รับสาร สามารถเข้าไปอ่าน หรือแสดงความคิดเห็นเพิ่มเติมได้ ซึ่งการแสดงเนื้อหาของบล็อกนั้นจะเรียงลำดับจากเนื้อหาใหม่ไปสู่เนื้อหาเก่า ผู้เขียนและผู้อ่านสามารถค้นหาเนื้อหาย้อนหลังเพื่ออ่าน และแก้ไขเพิ่มเติมได้ตลอดเวลา เช่น Exteen, Bloggang, Wordpress, Blogger, Okanation ฯลฯ

  2. Social Networking หรือเครือข่ายทางสังคมในอินเทอร์เน็ต ซึ่งเป็นเครือข่ายทางสังคมที่ใช้สำหรับเชื่อมต่อระหว่างบุคคล กลุ่มบุคคล เพื่อให้เกิดเป็นกลุ่มสังคม (Social Community) เพื่อร่วมกันแลกเปลี่ยนและแบ่งปันข้อมูลระหว่างกันทั้งด้านธุรกิจ การเมือง การศึกษา เช่น Facebook, Hi5, Ning, Linked in, MySpace, Youmeo, Friendste, Instragram, Line ฯลฯ

  3. Micro Blogging และ Micro Sharing หรือที่เรียกกันว่า “บล็อกจิ๋ว” ซึ่งเป็นเว็บเซอร์วิส หรือเว็บไซต์ที่ให้บริการแก่บุคคลทั่วไป สำหรับให้ผู้ใช้บริการเขียนข้อความสั้น ๆ ประมาณ 140 ตัวอักษร ที่เรียกว่า “Status” หรือ “Notice” เพื่อแสดงสถานะของตัวเองว่ากำลังทำอะไรอยู่ หรือแจ้งข่าวสารต่าง ๆ แก่กลุ่มเพื่อนในสังคมออนไลน์ (Online Social Network) (Wikipedia, 2010) ทั้งนี้การกำหนดให้ใช้ข้อมูลในรูปข้อความสั้น ๆ ก็เพื่อให้ผู้ใช้ที่เป็นทั้งผู้เขียน และผู้อ่านเข้าใจง่าย ที่นิยมใช้กันอย่างแพร่หลายคือ Twitter

  4. Online Video เป็นเว็บไซต์ที่ให้บริการวิดีโอออนไลน์โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย ซึ่งปัจจุบันได้รับความนิยมอย่างแพร่หลายและขยายตัวอย่างรวดเร็ว เนื่องจากเนื้อหาที่นำเสนอในวิดีโอออนไลน์ไม่ถูกจำกัดโดยผังรายการที่แน่นอนและตายตัว ทำให้ผู้ใช้บริการสามารถติดตามชมได้อย่างต่อเนื่อง เพราะไม่มีโฆษณาคั่น รวมทั้งผู้ใช้สามารถเลือกชมเนื้อหาได้ตามความต้องการและยังสามารถ เชื่อมโยงไปยังเว็บวิดีโออื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องได้จำนวนมากอีกด้วยเช่น YouTube, MSN, Yahoo, Line TV

  5. Photo Sharing เป็นเว็บไซต์ที่เน้นให้บริการฝากรูปภาพโดยผู้ใช้บริการสามารถอัพโหลดและ ดาวน์โหลดรูปภาพเพื่อนำมาใช้งานได้ ที่สำคัญนอกเหนือจากผู้ใช้บริการจะมีโอกาสแบ่งปันรูปภาพแล้ว ยังสามารถใช้เป็นพื้นที่เพื่อเสนอขายภาพที่ตนเองนำเข้าไปฝากได้อีกด้วย เช่น Flickr

  6. Wikis เป็นเว็บไซต์ที่มีลักษณะเป็นแหล่งข้อมูลหรือความรู้ (Data/Knowledge) ซึ่ง ผู้เขียนส่วนใหญ่อาจจะเป็นนักวิชาการ นักวิชาชีพหรือผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทางด้านต่าง ๆ ทั้ง การเมือง เศรษฐกิจ สังคม วัฒนธรรม ซึ่งผู้ใช้สามารถเขียนหรือแก้ไขข้อมูลได้อย่างอิสระ เช่น Wikipedia

  7. Virtual Worlds คือการสร้างโลกจินตนาการโดยจำลองส่วนหนึ่งของชีวิตลงไป จัดเป็นสื่อสังคมออนไลน์ที่บรรดาผู้ท่องโลกไซเบอร์ใช้เพื่อสื่อสารระหว่างกันบนอินเทอร์เน็ตในลักษณะโลกเสมือนจริง (Virtual Reality) ซึ่งผู้ที่จะเข้าไปใช้บริการอาจจะบริษัทหรือองค์การด้านธุรกิจ ด้านการศึกษา รวมถึงองค์การด้านสื่อ เช่น สำนักข่าวรอยเตอร์ สำนักข่าวซีเอ็นเอ็น ปัจจุบันเว็บไซต์ที่ใช้หลัก Virtual Worlds ที่ประสบผลสำเร็จและมีชื่อเสียง คือ Second life

Anchor 2

02

แนวคิดเกี่ยวกับพฤติกรรมมนุษย์

      พฤติกรรม (Behaviors) หมายถึง การกระทำต่าง ๆ ของมนุษย์ทั้งทางด้านจิตใจซึ่งไม่สามารถสังเกตได้ และด้านการแสดงออกซึ่งสามารถสังเกตได้ ซึ่งการกระทำทั้งสองชนิดเกิดจากการควบคุมหรือสั่งการของระบบประสาทส่วนกลางคือ สมองและไขสันหลัง (ฤกษ์ชัย คุณูปการและคณะ, 2545) พฤติกรรมมนุษย์ แบ่งออกเป็น 2 ประเภท ดังนี้

  1. พฤติกรรมภายนอก (Overt Behaviors) คือพฤติกรรมที่ปรากฏเห็นได้อย่างชัดเจน พิจารณาจากพฤติกรรมที่ปรากฏด้วยการสังเกต เป็นการแสดงออกด้านกิริยาท่าทางต่าง ๆ ของมนุษย์ เช่น การเดิน การพูด การเล่น การแสดงสีหน้าและกิจกรรมอื่น ๆ ซึ่งบุคคลสามารถใช้เป็นสื่อหรือสัญญาณในการสื่อสารให้ผู้อื่นรับรู้และเข้าใจได้

  2. พฤติกรรมภายใน (Invert Behaviors) หมายถึง ความคิด ความรู้สึก จินตนาการ และคำศัพท์อื่น ๆ ทางด้านจิตวิทยา เช่น การรับรู้ เจตคติ อารมณ์ ความจำ หรือประสบการณ์ เป็นต้น

โดยในกลุ่มแนวคิดเกี่ยวกับพฤติกรรมนิยมจะแบ่งได้เป็น 3 ทฤษฎีดังนี้ (สมพร สุทัศนีย์, 2544)

1. ทฤษฎีการเรียนรู้แบบคลาสสิก (Classical Conditioning)

      เป็นการเรียนรู้ที่เน้นความสัมพันธ์ระหว่างสิ่งเร้าและปฏิกิริยาตอบสนอง ที่เป็นไปโดยอัตโนมัติ เช่น หากมือเราโดนน้ำร้อนลวกก็จะดึงมือกลับอย่างรวดเร็ว ปฏิกิริยาตอบสนองเช่นนี้ไม่ได้เกิดจากการเรียนรู้แต่เป็นไปโดยอัตโนมัติ โดยสิ่งเร้าที่มากระตุ้นไม่ได้เป็นสิ่งเร้าที่วางเงื่อนไข (unconditioned stimulus) 

เมื่อนำสิ่งเร้าใหม่มาควบคู่กับสิ่งเร้าที่ทำให้เกิดปฏิกิริยาตอบสนองที่เป็นไปโดยอัตโนมัติหรือที่เรียกว่าปฏิกิริยาสะท้อน (unconditioned response) สิ่งเร้าใหม่ที่มีความเป็นกลางจะทำให้เกิดพฤติกรรมที่ถูกวางเงื่อนไขได้ ดังเช่นการทดลองสั่นกระดิ่งให้สุนัขฟัง สุนัขจะมีปฏิกิริยาตอบสนองที่ไม่อาจทำนายได้หรือกล่าวได้ว่าไม่มีปฏิกิริยาตอบสนอง แต่เมื่อเอาผงเนื้อใส่ปากสุนัขจะน้ำลายไหลต่อมาเมื่อทำการทดลองสั่นกระดิ่ง (สิ่งเร้าที่เป็นกลาง) แล้วเอาผงเนื้อซึ่งเป็นสิ่งเร้าที่ทำให้เกิดปฏิกิริยาสะท้อน (unconditioned response) โดยทำซ้ำ ๆในเวลาที่ใกล้ชิดติดกันหลายหลายครั้ง ในระยะหลังเมื่อสั่นกระดิ่งเพียงอย่างเดียวสุนัขจะน้ำลายไหลเพราะเกิดการเรียนรู้และเชื่อมโยงระหว่างเสียงกระดิ่งกับอาหาร จึงสรุปได้ว่ากระดิ่งจะกลายเป็น “สิ่งเร้าที่ถูกวางเงื่อนไข” (conditioned stimulus) หมายความว่าสุนัขเกิดการเรียนรู้ว่าเมื่อได้ยินเสียงกระดิ่งจะได้กินเนื้อ การที่สุนัขน้ำลายไหลในครั้งหลัง ๆ จึงเป็น “ปฏิกิริยาตอบสนองที่ถูกวางเงื่อนไข” (conditioned response)

2. ทฤษฎีการเรียนรู้แบบวางเงื่อนไขการกระทำ (Operant Conditioning)

      เป็นทฤษฎีที่เน้นการกระทำที่บุคคลต้องลงมือกระทำเอง สกินเนอร์เชื่อว่าพฤติกรรมเกิดร่วมกันระหว่างตัวผู้แสดงพฤติกรรม (Genetic Endowment) และเงื่อนไขในรูปผลกรรม (Consequences) ทำให้เกิดพฤติกรรมที่เรียกว่า พฤติกรรมที่เกิดขึ้นเอง (Emitted Response) ซึ่งผู้แสดงพฤติกรรมแสดงเอง และพฤติกรรมดังกล่าวถูกควบคุมโดยผลกรรมนั้น สัญญาณสิ่งแวดล้อมจะจัดโอกาสให้บุคคลแสดงพฤติกรรม และเกิดผลกรรมหลังพฤติกรรม ผลกรรมจากการควบคุมพฤติกรรมนั้นนั้นคำตอบคือสาเหตุของพฤติกรรม คือเงื่อนไขสิ่งเร้าดังนั้นพฤติกรรมจึงเกิดจากเงื่อนไขสิ่งเร้าที่ทำให้เกิดพฤติกรรมและพฤติกรรมที่เกิดขึ้นจะถูกควบคุมและถูกปรับโดยสิ่งเร้าซึ่งเป็นแรงเสริมที่เกิดหลังพฤติกรรม ดังนั้นพฤติกรรมที่ถูกควบคุมโดยสิ่งแวดล้อมที่ทำให้เกิดพฤติกรรมอย่างอัตโนมัตินั่นคือสิ่งเร้าที่เป็นแรงเสริมนั่นเอง พฤติกรรมในที่นี้เรียกว่า พฤติกรรมตอบสนอง (response) ปฏิกิริยาตอบสนองในที่นี้หมายถึงพฤติกรรมที่พึงประสงค์เป็นพฤติกรรมที่สังเกตเห็นได้ชัด และวัดได้ เช่น พูดจาสุภาพ นั่งกับที่ พูดชัดเจน ฯลฯ สิ่งเร้าที่เป็นแรงเสริมหรือรางวัลอาจเป็นสิ่งของ คำชมเชยหรือสัญลักษณ์  การให้สิ่งเร้าดังกล่าว ควรให้ทันทีที่เกิดพฤติกรรมที่พึงประสงค์ พฤติกรรมที่พึงประสงค์จะเพิ่มขึ้น ส่วนพฤติกรรมที่ไม่พึงประสงค์ได้แก่ พูดจาหยาบคาย ลุกจากที่ พูดไม่ชัด ฯลฯ จะไม่ได้รับความสนใจพฤติกรรมดังกล่าวก็จะลดลงและหายไปในที่สุด

3. ทฤษฎีการเรียนรู้ทางปัญญาสังคม (Social Cognitive Theory)

      Albert Bandura (1977) มีแนวคิดพื้นฐานของทฤษฎีการเรียนรู้ทางปัญญาสังคมเกี่ยวกับการเรียนรู้ Bandura ว่าการเรียนรู้ที่เกิดขึ้นไม่จำเป็นต้องแสดงพฤติกรรมออกมาทันที แต่การเรียนรู้เป็นการได้มาซึ่งความรู้ใหม่ (Acquired new knowledge) ซึ่งยังไม่จำเป็นที่จะต้องแสดงออกมา ดังนั้นการเรียนรู้ในแนวทฤษฎีการเรียนรู้ทางปัญญาสังคมคือการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมที่เกิดขึ้นภายใน โดยไม่จำเป็นต้องแสดงออกมาให้เห็นแต่ถ้าแสดงออกมาเป็นพฤติกรรมภายนอกก็เป็นการยืนยันว่าเกิดการเรียนรู้ จะเน้นการเรียนรู้ที่เกิดจากการสังเกตตัวแบบหรือการเรียนรู้โดยการสังเกต (Observational learning)

Anchor 3

03

แนวคิดเกี่ยวกับพฤติกรรมการซื้อของผู้บริโภค 

       พฤติกรรมผู้บริโภค หมายถึง พฤติกรรมของบุคคลที่เกี่ยวข้องกับการซื้อและการใช้สินค้าหรือบริการ โดยผ่านกระบวนการแลกเปลี่ยนที่บุคคลต้องมีการตัดสินใจทั้งก่อนและหลังการกระทำต่าง ๆ ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับความพอใจและความต้องการของบุคคล ทฤษฎีเกี่ยวกับการค้นหาพฤติกรรมของผู้บริโภค คือการวิเคราะห์พฤติกรรมผู้บริโภค (Analyzing consumer behavior) เป็นการค้นหาหรือวิจัย เกี่ยวกับพฤติกรรมการซื้อและการใช้ของผู้บริโภค เพื่อทราบถึงลักษณะความต้องการและพฤติกรรม การซื้อและการใช้ของผู้บริโภค ในการวิเคราะห์พฤติกรรมผู้บริโภคจะอาศัยคำถาม 6 Ws และ 1 H ซึ่งประกอบด้วย Who, What, Why, When, Where และ How เพื่อค้นหาลักษณะที่เกี่ยวกับพฤติกรรม ผู้บริโภค 7 ประการ หรือ 7 O’s ซึ่งประกอบด้วย Occupants, Objects, Objectives, Organization, Occasions, Outlet และ Operations (ศิริวรรณ เสรีรัตน์และคณะ, 2552)

 

โดยมีการกำหนดคำถาม ดังนี้

  1. ใครอยู่ในตลาดเป้าหมาย (Who is in the target market?) เป็นคำถามเพื่อทราบถึงลักษณะของกลุ่มเป้าหมาย (Occupants) ทางด้านประชากรศาสตร์ ภูมิศาสตร์ จิตวิทยา พฤติกรรมศาสตร์

  2. ทำไมผู้บริโภคจึงซื้อ (Why does the consumer buy?) เป็นคำถามถึงสิ่งที่ผู้บริโภคต้องการซื้อ (Objects) สิ่งที่ผู้บริโภคต้องการจากผลิตภัณฑ์ ซึ่งก็คือ ต้องการคุณสมบัติหรือองค์ประกอบของผลิตภัณฑ์และความแตกต่างที่เหนือกว่าคู่แข่งขัน

  3. ทำไมผู้บริโภคจึงซื้ออะไร (Why does the consumer buying?) เป็นคำถามเพื่อทราบวัตถุประสงค์ที่ผู้บริโภคซื้อสินค้า (Objectives) ผ่านระบบช่องทางการจัดจำหน่ายใด ๆ เพื่อตอบสนอง ความต้องการทางด้านร่างกายและทางด้านจิตวิทยา ซึ่งต้องศึกษาถึงปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อพฤติกรรม การซื้อคือปัจจัยภายนอก ปัจจัยทางสังคมและวัฒนธรรม และปัจจัยเฉพาะบุคคล

  4. ใครมีส่วนร่วมในการตัดสินใจซื้อบ้าง (Who participants in the buying?) เป็นคำถามเพื่อทราบถึงบทบาทของกลุ่มต่าง ๆ (Organizations) ที่มีอิทธิพลต่อการตัดสินใจซื้อ ซึ่งประกอบด้วย ผู้ริเริ่มในการที่จะซื้อ ผู้มีอิทธิพลในการตัดสินใจซื้อ ผู้ตัดสินใจซื้อ
    ผู้ซื้อ และผู้ใช้

  5. ผู้บริโภคซื้อเมื่อใด (When the consumer buy?) เป็นคำถามเพื่อต้องการทราบถึงโอกาสในการซื้อ (Occasions) เช่น ช่วงเดือนใดของปี หรือช่วงฤดูกาลใดของปี ช่วงวันใดของเดือน ช่วงเวลาใดของวัน โอกาสพิเศษต่าง ๆ เป็นต้น

  6. ผู้บริโภคซื้อที่ไหน (Where does the consumer buy?) เป็นคำถามเพื่อต้องการทราบถึงช่องทางหรือแหล่ง (Outlet) ที่ผู้บริโภคไปทำการซื้อ เช่น ห้างสรรพสินค้า ซุปเปอร์มาร์เก็ต ร้านขาย ของชำ ฯลฯ

  7. ผู้บริโภคซื้ออย่างไร (How does the consumer buy?) เป็นคำถามเพื่อทราบถึงขั้นตอนในการตัดสินใจซื้อ (Operations) ซึ่งประกอบด้วย การรับรู้ปัญหา การค้นหาข้อมูล การประเมินผล ทางเลือก การตัดสินใจซื้อ ความรู้สึกภายหลังการซื้อ

Anchor 4

04

แนวคิดเกี่ยวกับการตัดสินใจ

      โดยฉัตยาพร เสมอใจ (2550) ได้มีการอธิบายถึงความหมายของ การตัดสินใจไว้ว่า คือ กระบวนการในการเลือกที่จะกระทำอย่างใดอย่างหนึ่งจากทางเลือกที่มีอยู่ ซึ่งบุคคล หรือ ผู้บริโภคนั้นจะต้องตัดสินใจในทางเลือกต่างๆของการซื้อสินค้าและบริการนั้นอยู่เป็นประจำในชีวิตประจำวัน และจะมีการเลือกสินค้าและบริการโดยมีข้อจำกัดของข้อมูลและสถานการณ์ที่เป็นอยู่ ณ ตอนนั้น
 
ธนัท สุขวัฒนาวิทย์ (2558) ได้มีการกล่าวถึงกระบวนการตัดสินใจของผู้บริโภคทั้ง 5 ขั้นตอน ดังนี้

  1. การตระหนักถึงปัญหาหรือความต้องการ (Problem or Need Recognition) เกิดจากการที่บุคคลรู้สึกได้ถึงความแตกต่างระหว่างสภาพในอุดมคติ กล่าวคือ สภาพที่ตนปรารถนาอยากให้เป็นอยู่จริง ซึ่งปัญหาของผู้บริโภคอาจเกิดจากสาเหตุ ดังต่อไปนี้ คือ สิ่งของที่ใช้อยู่เดิมหมดไป ผลของการแก้ปัญหาในอดีตนำไปสู่ปัญหาใหม่ การเปลี่ยนแปลงส่วนบุคคล การเปลี่ยนแปลงของสถานะทางการเงิน ผลจากการเปลี่ยนกลุ่มอ้างอิง และประสิทธิภาพของการส่งเสริมการตลาด

  2. การเสาะแสวงหาข้อมูล (Search for information) คือ การที่ผู้บริโภคแสวงหาวิธีการแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้น โดยการหาข้อมูลเพิ่มเติม จากแหล่งข้อมูลบุคคล แหล่งข้อมูลทางธุรกิจ แหล่งข้อมูลทั่วไป และจากประสบการณ์ที่ผู้บริโภคมี 

  3. การประเมินทางเลือก (Evaluation of Alternative) คือ การประเมินทางเลือกที่ดีที่สุด โดยวิธีการอาจจะเกิดขึ้นโดยการเปรียบเทียบคุณสมบัติของแต่ละสินค้าที่มี ซึ่งอาจขึ้นอยู่กับความเชื่อ ความนิยม และประสบการณ์ของผู้บริโภคที่ผ่านมาในอดีตและสถานการณ์ในการตัดสินใจรวมถึงตัวเลือกที่มี ณ ขณะนั้น ในการประเมินแต่ละทางเลือก และมีแนวคิดเพื่อให้ตัดสินใจได้ง่ายยิ่งขึ้น ดังต่อไปนี้ คือ คุณสมบัติของสินค้า ระดับความสำคัญ ความน่าเชื่อถือต่อตรายี่ห้อ ความพอใจ และกระบวนการประเมิน 

  4. การตัดสินใจซื้อ (Decision Making) ระยะเวลาที่ผู้บริโภคต้องการข้อมูลเพื่อประกอบการตัดสินใจมักจะแตกต่างกันไปในแต่ละบุคคล ขึ้นอยู่กับตัวบุคคลเองและสินค้าบริการนั้น ๆ

  5. พฤติกรรมหลังการซื้อ (Post purchase Behavior)  ซึ่งได้มีการแบ่งเป็น 5 ขั้นตอนดังนี้ ดังนี้ การตระหนักถึงปัญหา การแสวงหาข้อมูล การประเมินทางเลือก การตัดสินใจ และทัศนคติหลังการซื้อและการใช้

Anchor 5

05

ทฤษฎีการรับรู้

      การรับรู้เป็นกระบวนการทางความคิด ที่เกิดการสังเกต รับรู้ และแปลความหมายของสิ่งเร้าที่มีอยู่ในสิ่งแวดล้อม และเกิดการตอบสนองต่อสิ่งเร้านั้น โดยอาจมีการใช้ความรู้หรือประสบการณ์เดิมของตนเองมาใช้ในการตีความได้ เพราะมนุษย์แต่ละคนจะมีการตีความที่แตกต่างกันออกไปเนื่องจากปัจจัยต่าง ๆ ประกอบไปด้วย ทัศนคติ ประสบการณ์ในอดีต แรงจูงใจ ความคาดหวัง และความสนใจ

จำเนียร ช่วงโชติ (2515) ได้มีการอธิบาย กระบวนการของการรับรู้ว่ามีทั้ง 3 ขั้นตอน ดังนี้
1. การสัมผัส คือ การที่อวัยวะนั้นมีการรับสัมผัส หรือการที่สิ่งเร้านั้นเข้ามากระทบกับอวัยวะรับสัมผัสทั้ง 5 เพื่อให้บุคคลรับรู้ถึงสิ่งเร้า
2. การแปลความหมายจากการสัมผัส ซึ่งในการแปลความหมายนั้นจะต้องอาศัยความคิด สติปัญญา การสังเกตของบุคคล
3. การใช้ความรู้และประสบการณ์ที่ผ่านมาในการแปลความหมาย

Anchor 6

06

ทฤษฎีการเรียนรู้ทางสังคม

      ทฤษฎีการเรียนรู้ทางสังคม หรือ Social learning theory ของ Albert Bandura (1977) มีการอธิบายไว้ว่ามนุษย์มีการเรียนรู้ผ่านการสังเกตพฤติกรรม และผลลัพธ์ของพฤติกรรมของผู้อื่น ซึ่งกระบวนการเรียนรู้ผ่านการสังเกต หรือ Observational learning เกิดจากการที่บุคคลสังเกตการกระทำของผู้อื่นแล้วพยายามลอกเลียนแบบ (Imitation)

 

ประกอบด้วย 4 ขั้นตอนดังนี้ 

  1. การใส่ใจ หรือ Attention คือการที่มนุษย์จะต้องมีการรับรู้และใส่ใจกับตัวแบบ จึงจะสามารถเกิดการเรียนรู้ได้ ซึ่งปัจจัยที่มีอิทธิพลทำให้เกิดการใส่ใจ อาจจะประกอบไปด้วย ความเด่นชัด ความเกี่ยวข้องกับตัวเรา 

  2. การจดจำ หรือ Retention คือ การที่ผู้สังเกตจดจำพฤติกรรมของตัวต้นแบบ 

  3. การกระทำ หรือ Reproduction คือ ความสามารถที่ผู้สังเกตการณ์สามารถทำตามต้นแบบได้ แต่จะมีข้อจำกัดทางด้านความสามารถและความพร้อมของด้านร่างกายอยู่ แต่หากเกิดการเรียนรู้ความบกพร่องแล้วก็จะสามารถดัดแปลงเพื่อให้สามารถทำพฤติกรรมตามตัวแบบได้ 

  4. แรงจูงใจ คือ ขั้นตอนสุดท้ายที่เกิดการจูงใจให้ผู้สังเกตต้องการจะแสดงพฤติกรรมเลียนแบบ ซึ่งในขั้นตอนนี้การเสริมแรง (reinforcement) และการลงโทษ (punishment) มีความสำคัญมากเพราะสามารถกำหนดทิศทางได้ว่าผู้สังเกตจะเกิดการเลียนแบบหรือไม่ กล่าวได้ว่า ทฤษฎีการเรียนรู้ทางสังคมของ Albert Bandura เป็นอีกทฤษฎีหนึ่งที่ใช้อธิบายพฤติกรรมการเลือกซื้อสินค้าโดยเสนอว่ามนุษย์เรียนรู้ที่จะกระทำพฤติกรรมผ่านการสังเกตพฤติกรรมของผู้อื่น หรือที่เรียกว่าการเลียนแบบ
    (ปุญชรัศมิ์ เตชะวชิรกุล, 2559)

Anchor 7

07

งานวิจัยที่เกี่ยวข้อง

ทรงศักดิ์ ศรีสวย (2559)
ศึกษาเรื่อง อิทธิพลของสื่อโฆษณาร้านอาหารในเครือข่ายสังคมออนไลน์ที่มีผลต่อกระบวนการตอบสนองของผู้บริโภค

      โดยวัตถุประสงค์เพื่อศึกษากระบวนการตอบสนองของผู้บริโภคที่มีต่อสื่อโฆษณาร้านอาหารในเครือข่ายสังคมออนไลน์ จำแนกตามลักษณะทางประชากรศาสตร์ และจำแนกตามพฤติกรรมการใช้งานเครือข่ายสังคมออนไลน์ มีทฤษฎีแนวคิดเกี่ยวกับเครือข่ายสังคมออนไลน์ และแนวคิดทฤษฎีเกี่ยวกับ พฤติกรรมผู้บริโภค โดยมีการจัดทำแบบสอบถามออนไลน์ จากกลุ่มตัวอย่าง 400 คน และมีการใช้ค่าสถิติในการวิเคราะห์ ดังนี้

  1. การวิเคราะห์โดยใช้สถิติเชิงพรรณนา (Descriptive Statistics) ในการวิเคราะห์และแปลความหมายข้อมูลที่ได้จากผู้ตอบแบบสอบถาม ผู้วิจัยใช้การหาค่าเฉลี่ย ค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน การแจกแจงความถี่ และค่าร้อยละ แล้วนำเสนอในรูปแบบของตารางและกราฟ 

  2. การวิเคราะห์โดยใช้สถิติเชิงอนุมาน (Inferential Statistics)

      จากผลการวิจัยพบว่า ระดับการตอบสนองด้านความตั้งใจ (Attention) ข้อที่มีระดับการตอบสนองสูงสุดคือ การจัดตั้งกลุ่มหรือเพจของร้านอาหารต่างๆบนเครือข่ายสังคมออนไลน์ ทำให้เกิดความตั้งใจที่จะติดตาม รวมถึงระดับการตอบสนองด้านความต้องการ (Desire) และด้านการตัดสินใจซื้อ (Action) ข้อที่มีระดับการตอบสนองสูงสุดตรงกันคือ การแนะนำร้านอาหารจากเพื่อนบนเครือข่ายสังคม ออนไลน์ มีผลกับการตัดสินใจใช้บริการร้านอาหาร และระดับการตอบสนองด้านความสนใจ (Interest) ข้อที่มีระดับการตอบสนองสูงสุดคือ ประเภทของร้านอาหารที่เพื่อนแนะนำผ่านเครือข่ายสังคมออนไลน์มีความน่าสนใจ และผลการวิเคราะห์ข้อมูลเกี่ยวกับข้อมูลเกี่ยวกับพฤติกรรมการใช้งานเครือข่ายสังคมออนไลน์ พบว่า ปริมาณการใช้งานเครือข่ายสังคมออนไลน์ โดยเฉลี่ย 5 ชั่วโมงต่อวันขึ้นไป

บุณยาพร วุฒิธรรมคุณ (2559)
ศึกษาเรื่อง การรีวิวร้านอาหารผ่านสื่อสังคมออนไลน์กับการตัดสินใจเลือกร้านอาหาร
สําหรับการรับประทานนอกบ้านของผู้บริโภคในเขตกรุงเทพมหานคร

      โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อพฤติกรรมการเปิดรับข้อมูลการรีวิวร้านอาหารผ่านสื่อสังคมออนไลน์ทัศนคติต่อแหล่งข้อมูลการรีวิวร้านอาหารผ่านสื่อสังคมออนไลน์และความพึงพอใจจากการรับรู้ข้อมูลการรีวิวร้านอาหารผ่านสื่อสังคมออนไลน์ มีการกล่าวถึงแนวคิดและทฤษฎีเกี่ยวกับกระบวนการตัดสินใจใช้บริการ ซึ่งงานวิจัยนี้เป็นการวิจัยเชิงปริมาณ (Quantitative Research Method) โดยมีแบบสอบถาม เป็นเครื่องมือในการเก็บรวบรวมข้อมูล และมีการใช้การทดสอบค่าสถิติ Independent Samples T-Test, One-Way Anova และ Chi-Square Test

      จากผลการวิจัยพบว่าพฤติกรรมการเปิดรับข้อมูลการรีวิวร้านอาหารที่ต่างกันส่งผลต่อการตัดสินใจเลือกร้านอาหารสําหรับการรับประทานอาหารนอกบ้านต่างกัน ทัศนคติต่อแหล่งข้อมูลการรีวิวร้านอาหารผ่านสื่อสังคมออนไลน์และความพอใจจากการรับรู้ข้อมูลการรีวิวร้านอาหารผ่านสื่อสังคมออนไลน์มีความสัมพันธ์กับการตัดสินใจเลือกร้านอาหารสําหรับการรับประทานร้านอาหารนอกบ้านอย่างมีนัยสําคัญทางสถิติที่ 0.05

สิฬณัชชา คงมั่น (2560)
ศึกษาเรื่อง พฤติกรรมการรับชมรีวิวร้านอาหารทางออนไลน์และความตั้งใจ
จะใช้บริการหลังการชมรีวิวทางออนไลน์ของผู้บริโภค

      โดยมีวัตถุประสงค์ 1. เพื่อศึกษาพฤติกรรมการรับชมรีวิวร้านอาหารทางออนไลน์ของผู้บริโภค 2. เพื่อศึกษาความตั้งใจจะใช้บริการร้านอาหารหลังการรับชมรีวิวร้านอาหารทางออนไลน์ของผู้บริโภค 3. เพื่อหาความสัมพันธ์ระหว่างลักษณะทางประชากรศาสตร์กับพฤติกรรมการรับชมรีวิว ร้านอาหารทางออนไลน์ โดยมีการเก็บข้อมูลโดยใช้แบบสอบถามในลักษณะแบบตรวจสอบรายการ (Check list) และแบบมาตราส่วนประมาณค่า (Rating Scale) และมีการใช้การทดสอบทางสถิติ Chi-Square, T-test และสถิติความแปรปรวนทางเดียว (One – Way ANOVA)
 
      จากผลการวิจัยพบว่ารูปแบบรีวิวที่ผู้บริโภคนิยมรับชมคือ เน้นภาพถ่ายพร้อมข้อความประกอบ เล็กน้อย และรีวิวแบบเป็นคลิปวีดีโอ ซึ่งรูปแบบรีวิวที่นิยมมากที่สุด คือ เล่าเรื่องให้สนุกสนาน ความสนุกสนาน จะทำให้เพลิดเพลินและติดตามไปจนจบรีวิว และการทำโปรโมชั่นส่งเสริมการตลาดนั้นจะถูกสนใจมากที่สุด ก็ต่อเมื่อผู้บริโภคกำลังต้องการรับประทานอาหารประเภทนั้นอยู่ และเพศหญิงแสดงความสนใจในตัวโปรโมชั่นมากกว่าเพศชาย 

นุชจรินทร์ ชอบดำรงธรรม (2553)
ศึกษาเรื่อง อิทธิพลของสื่อโฆษณาในเครือข่ายสังคมออนไลน์ ที่มีผลต่อกระบวนการตอบสนองของผู้บริโภค

     เพื่อศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างการรับรู้สื่อโฆษณากลุ่มเครือข่ายสื่อสังคมออนไลน์กับกระบวนการตอบสนองของผู้บริโภค และมีการใช้ทฤษฎีกระบวนการตอบสนองของผู้บริโภค ตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้ คือ ผู้ใช้งานเครือข่ายสังคมออนไลน์ ในประเทศไทย จำนวน 385 คน และใช้แบบสอบถามเป็นเครื่องมือสำหรับการเก็บรวบรวมข้อมูล มีการใช้ทดสอบค่าสถิติแบบความแปรปรวนแบบทางเดียว และค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์แบบเพียร์สัน
 
      จากผลการวิจัยจะพบว่าระดับการตอบสนองความตั้งใจ (Attention) โดยข้อที่มีระดับการตอบสนองสูงสุดคือ การจัดตั้งกลุ่มหรือเพจของสินค้าหรือบริการต่างๆ บนเว็บเครือข่ายสังคมออนไลน์ ทำให้เกิดความตั้งใจที่จะติดตาม โดยการตั้งกลุ่มหรือเพจ เป็นเทคนิคการตลาดรูปแบบใหม่ โดยองค์กรจะทำการสร้างกลุ่มหรือเพจที่ผู้ใช้สามารถเลือกเข้าชมได้ ระดับการตอบสนองด้านความสนใจ (Interest) โดยข้อที่มีระดับการตอบสนองสูงสุดคือรูปลักษณ์ของป้ายโฆษณาของสินค้าหรือบริการต่าง ๆ บนเว็บเครือข่ายสังคมออนไลน์ มีความน่าสนใจและดึงดูด และระดับการตอบสนองด้านความต้องการ (Desire) และด้านการตัดสินใจซื้อ (Action) โดยข้อที่มีระดับการตอบสนองสูงสุดตรงกันคือ การแนะนำสินคำหรือบริการจากเพื่อนผ่านทางเครือข่ายสังคมออนไลน์

Anchor 8

ดาวน์โหลดเอกสาร

รายการอ้างอิง

โครงการแหล่งเรียนรู้ยุคดิจิตอล. (2562). สื่อสังคมออนไลน์, สืบค้นเมื่อวันที่ 8 ธันวาคม 2564,
       จาก https://sci.dru.ac.th/dlr/files3/Media%20Online.pdf

จำเนียร ช่วงโชติและคณะ. (2515). จิตวิทยาการเรียนรู้. กรุงเทพฯ: มหาววิยาลัยรามคำแหง.

ฉัตยาพร เสมอใจ. (2550). พฤติกรรมผู้บริโภค. กรุงเทพฯ: ซีเอ็ดยูเคชั่น.

ทรงศักดิ์ ศรีสวย. (2559). อิทธิพลของสื่อโฆษณาร้านอาหารในเครือข่ายสังคมออนไลน์ที่มีผลต่อกระบวนการตอบสนองของผู้บริโภค
   
   (วิทยานิพนธ์บริหารธุรกิจมหาบัณฑิต สาขาวิชาการตลาด, มหาวิทยาลัยสยาม). สืบค้นจาก https://e-research.siam.edu/wp-
       content/uploads/2020/02/MBA-2016-IS-The-Influence-of-Restaurant-Advertising-on-Online-Social-Network-to-
       Consumer-Response-Process-compressed.pdf

ธนัท สุขวัฒนาวิทย์. (2558). ปัจจัยที่ส่งผลต่อการตัดสินใจซื้อสินค้าในงานแสดงสินค้าของประชากรในกรุงเทพมหานคร (การศึกษา
       ค้นคว้าอิสระ, มหาวิทยาลัยกรุงเทพ). สืบค้นจาก http://dspace.bu.ac.th/bitstream/123456789/1223/1/tanut.sukw.pdf

ธิถาปัตย์ แตงแก้ว. (2560). พฤติกรรมการเลือกซื้ออาหารพร้อมบริโภคจากร้านสะดวกซื้อเซเว่น-อีเลฟเว่น ในตำบลบางปลา อำเภอ
       บางพลี จังหวัดสมุทรปราการ
(การศึกษาค้นคว้าอิสระ, มหาวิทยาลัยราชภัฏธนบุรี). สืบค้นจาก 
       http://cms.dru.ac.th/jspui/bitstream/123456789/1052/1/Title%201.pdf

นภวรรณ ตันติเวชกุล. (2542). การวิเคราะห์อิทธิพลของภาพยนตร์โฆษณาทางโทรทัศน์ ตามแนวทฤษฎีการอบรมบ่มนิสัยทาง
       วัฒนธรรมต่อเยาวชนในสถานศึกษา
. (วิทยานิพนธ์ปริญญาดุษฎีบัณฑิต) จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย.

นุชจรินทร์ ชอบดำรงธรรม. (2553). อิทธิพลของสื่อโฆษณาในเครือข่ายสังคมออนไลน์ ที่มีผลต่อกระบวนการตอบสนองของผู้บริโภค
       (ปริญญานิพนธ์ บธ.ม. (การตลาด), มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ). สืบค้นจาก 
       http://ethesisarchive.library.tu.ac.th/thesis/2015/TU_2015_5707011457_4250_3422.pdf

บุณยาพร วุฒิธรรมคุณ. (2559). การรีวิวร้านอาหารผ่านสื่อสังคมออนไลน์กับการตัดสินใจเลือกร้านอาหารสําหรับการรับประทาน
       นอกบ้านของผู้บริโภคในเขตกรุงเทพมหานคร
(การศึกษาค้นคว้าอิสระ, มหาวิทยาลัยกรุงเทพ). สืบค้นจาก 
       http://dspace.bu.ac.th/bitstream/123456789/2544/1/bunyaporn_vuti.pdf

ปุญชรัศมิ์ เตชะวชิรกุล. (2559). โฆษณาแฝงผ่านมุมมองทางจิตวิทยา. วารสารพฤติกรรมศาสตร์ เพื่อการพัฒนา, 8(2), 17-35.

ฤกษ์ชัย คุณูปการและคณะ. (2545). พฤติกรรมมนุษย์กับการพัฒนาตน. พิษณุโลก: ภาควิชาจิตวิทยาและการแนะแนว สถาบัน
       ราชภัฏพิบูลสงคราม.

ศิริวรรณ เสรีรัตน์และคณะ. (2552). การบริหารการตลาดยุคใหม่. กรุงเทพฯ: บริษัท ธีระฟิล์มและไซเท็กซ์ จำกัด.

สมพร สุทัศนีย์, ม.ร.ว. (2544). จิตวิทยาการปกครองชั้นเรียน (พิมพ์ครั้งที่ 5). กรุงเทพฯ: สํานักพิมพ์แห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย.

สิริลักษณ์ พานุช. (2021). รูปแบบฐานวิถีชีวิตใหม่ในการเลือกซื้ออาหารของผู้บริโภค ในเขตกรุงเทพมหานคร ภายหลังสถานการณ์
       ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ 2019 (COVID-19). วารสารวิชาการบัณฑิตศึกษาและสังคมศาสตร์ 
       มหาวิทยาลัยราชภัฏอุตรดิตถ์, 11
(1), 88-98. สืบค้นจาก https://so06.tci-thaijo.org/index.php/
       GRAURU/article/view/248347/169230

สิฬณัชชา คงมั่น. (2560). พฤติกรรมการรับชมรีวิวร้านอาหารทางออนไลน์และความตั้งใจจะใช้บริการหลังการชมรีวิวทางออนไลน์
       ของผู้ริโภค
(การศึกษาค้นคว้าอิสระ, มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์). สืบค้นจาก https://grad.dpu.ac.th/upload/content/files/
       ปีที่%205%20ฉบับที่%203%20เดือนเมษายน%20-%20กรกฎาคม%202560/vol5-3-37.pdf

อุไรรัตน์ มากไมตรี. (2558). อิทธิพลของสื่อออนไลน์ที่มีผลต่อพฤติกรรมผู้บริโภค กรณีศึกษาธุรกิจเบเกอรี่ในเขตกรุบเทพมหานคร
       (วิทยานิพนธ์วารสารศาสตรมหาบัณฑิต คณะวารสารและสื่อสารมวลชน, มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์). สืบค้นจาก
       http://ethesisarchive.library.tu.ac.th/thesis/2015/TU_2015_5707011457_4250_3422.pdf

Bandura, A. (1977). Social learning theory: A social cognitive theory. New Jersey: Prentice – Hall.

เหม่เหม

6206611110

(บทนำ)

(วิธีดำเนินการวิจัย)

© All Rights Reserved
bottom of page